แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2568 ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ 2.0


สหรัฐฯ เผชิญหน้ากับความท้าทายด้านเศรษฐกิจตลอดปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2567 ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีขึ้น กิจกรรมทางธุรกิจส่วนใหญ่ที่ขับเคลื่อนโดยการให้บริการพุ่งสูงขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2567 สืบเนื่องมาจากปริมาณอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้สหรัฐฯ มีการสั่งซื้อมากขึ้น การคาดการณ์ด้านเศรษฐกิจในปี 2568 จึงดูเหมือนว่าจะเป็นไปในทิศทางบวก

ภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2567

โดยรวม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2567 เติบโตร้อยละ 2.5 ซึ่งชะลอตัวลงเล็กน้อยจากการเติบโตร้อยละ 3.2 ในช่วงปี 2566 ในส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ Gross Domestic Product (GDP) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่งและเกินความคาดหมาย

การใช้จ่ายของผู้บริโภคภายในประเทศยังคงเป็นตัวผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยขยายตัวร้อยละ 4.2 ซึ่งถือว่าเป็นการขยายตัวที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2566 อย่างไรก็ดี การลงทุนทางธุรกิจกลับลดลง

ด้านภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีรายงานแสดงให้เห็นแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2567 โดย
มาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ใช้ ซึ่งเรียกว่า ดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ The Personal Consumption Expenditures Index (PCE) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.5 ในไตรมาสที่สาม ซึ่งดัชนี PCE นี้ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน

การเติบโตของตลาดแรงงานในสหรัฐฯ ในปี 2567 เพิ่มขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม ในขณะที่อัตราการว่างงานลดลงเหลือร้อยละ 4.1 แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานของสหรัฐฯ สิ้นสุดปี 2567 ด้วยฐานที่มั่นคง

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงาน กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เผยว่า การจ้างงานในอุตสาหกรรมนอกเหนือจากภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 256,000 ตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2567 ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม การจ้างงานในอุตสาหกรรมการแพทย์และพยาบาลเพิ่มขึ้น 46,000 ตำแหน่ง โดยรวมถึงการบริการดูแลสุขภาพที่บ้าน สถานพยาบาลต่างๆ และโรงพยาบาล การจ้างงานในธุรกิจค้าปลีกเพิ่มขึ้น 43,000 ตำแหน่ง หลังจากที่ลดลง 29,000 ตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน อันเนื่องมาจากการได้รับการยกระดับโดยการจ้างงานที่ร้านค้าปลีกเสื้อผ้าและสินค้าทั่วไป การจ้างงานภาครัฐเพิ่มขึ้น 33,000 ตำแหน่ง การจ้างงานด้านสันทนาการและการบริการเพิ่มขึ้น 43,000 ตำแหน่ง โดยมีตำแหน่งงานในร้านอาหารและบาร์ 29,800 ตำแหน่ง การจ้างงานยังเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมการให้ความช่วยเหลือทางสังคม ข้อมูล การก่อสร้าง การเงินและการประกันภัย รวมถึงอุตสาหกรรมการขนส่งและคลังสินค้าด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ภาคการผลิตต้องปลดพนักงานถึง 13,000 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ งานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการตัดไม้ก็ลดลงเช่นกัน

การส่งออกของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมาค่อนข้างทรงตัว แม้ว่าการนำเข้าจะเพิ่มขึ้นก็ตาม เงินสกุลดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกามีราคาแพงขึ้นสำหรับต่างประเทศ ในขณะที่สินค้าที่นำเข้ามีราคาถูกกว่าสำหรับผู้บริโภคและธุรกิจต่าง ๆ ในสหรัฐฯ

แนวโน้มของเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในปี 2568

โดยทั่วไป มีการคาดการณ์ว่าปี 2568 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องภายหลังการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังรวมไปถึงการบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีนโยบายแตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นยังคงมีความไม่แน่นอน

รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในสมัยที่สอง หรือ “ทรัมป์ 2.0” มีการวางกรอบทิศทางการดำเนินนโยบายทางการค้าซึ่งใช้ชื่อว่า “นโยบายทางการค้าสหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน” (America First Trade Policy) ซึ่งสาระสำคัญและวัตถุประสงค์ของชุดนโยบายทางการค้าของทรัมป์ 2.0 นี้ จะเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของระบบเศรษฐกิจ แรงงาน และความมั่นคงของสหรัฐฯ และประชาชนอเมริกันก่อน เพื่อสร้างเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน การเติบโตทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ อัตราเงินเฟ้อลดลงเป็นประวัติการณ์ มูลค่าอัตราค่าจ้างที่แท้จริงและรายได้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และการลดอัตราการขาดดุลทางการค้าอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ

การคาดการณ์สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในปี 2568 ในขณะนี้อาจมีความหลากหลาย ตั้งแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 1.5 ไปจนถึงร้อยละ 2.7 แต่อย่างไรก็ดี สภาหอการค้าสหรัฐฯ เห็นแย้งว่าอัตราการเติบโตในปี 2568 น่าจะมากกว่าร้อยละ 3

ในมุมมองของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจเติบโตช้านั้น ขึ้นอยู่กับเรื่องภาษีศุลกากร (tariffs) ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศไว้ว่า

1.) เม็กซิโกและแคนาดา

  • สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 25 กับสินค้าทุกประเภทที่นำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดา โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่
    4 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป
  • มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ทั้งสองประเทศดำเนินมาตรการที่เข้มงวดขึ้นในเรื่องการอพยพที่ผิดกฎหมาย และ
    การลักลอบนำเข้าเฟนทานิล (Fentanyl) ซึ่งเป็นยาเสพติดที่กำลังแพร่หลายในสหรัฐฯ

2.) จีน

  • สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 สำหรับสินค้าจากจีน ซึ่งจีนเผชิญกับภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ ร้อยละ 10 อยู่แล้ว แต่จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีกร้อยละ 10 เริ่มต้นวันที่ 4 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่า ภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนรวมทั้งสิ้นเป็นร้อยละ 20
  • เป็นมาตรการที่มุ่งลดการขาดดุลการค้ากับจีนและควบคุมการแพร่กระจายของสารเคมีที่ใช้ผลิตเฟนทานิล

3.) การเก็บภาษีต่างตอบแทน (reciprocal tariffs) กับประเทศอื่น ๆ

  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร presidential memorandum กำหนดแผนการดำเนินการเก็บภาษีต่างตอบแทน หรือ reciprocal tariffs กับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะประเทศที่มี trade deficit กับสหรัฐฯ
    โดยพิจารณาปัจจัย/เงื่อนไข 5 ข้อ ได้แก่ (1) ภาษีนำเข้าที่ประเทศนั้น ๆ เรียกเก็บสหรัฐฯ (2) ภาษีประเภทอื่นที่ประเทศ นั้น ๆ เรียกเก็บสหรัฐฯ รวมถึง VAT และ extraterritorial taxes (3) ต้นทุนต่อภาคธุรกิจ แรงงานและผู้บริโภคของสหรัฐฯ (4) อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน และ (5) การดำเนินการอื่น ๆ ที่ USTR พิจารณาแล้วและเห็นว่าเป็นข้อจำกัด/
    ไม่เป็นธรรม โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 เมษายน 2568

คู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ 10 ประเทศ ในปี 2567

เครดิต: https://www.nbcnews.com/business/economy/trump-reciprocal-tariffs-what-products-countries-how-much-rcna192075

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากการขึ้นภาษีศุลกากรนี้อาจทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และผลิตภัณฑ์เกษตร จะมีราคาสูงขึ้นเนื่องจากภาษีนำเข้า และผู้บริโภคและภาคธุรกิจอาจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ยิ่งไปกว่านั้น นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านเตือนว่า ต้นทุนที่สูงขึ้น อาจชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้

นอกจากนี้ นโยบายการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 นี้ อาจลดการเติบโตของกำลังแรงงานถึงร้อยละ 88 เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการเพิ่มขึ้นของแรงงานอพยพเหล่านี้ในตลาดแรงงานของสหรัฐฯ โดยสิ่งนี้อาจส่งผลให้การเติบโตของ GDP อ่อนแอลง

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของสถานการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ปี 2568 ที่แข็งแกร่งนั้น สร้างขึ้นจากความตั้งใจของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะลดกฎระเบียบทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสินทรัพย์ crypto รวมไปถึงสนับสนุนการสำรวจและการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ และลดภาษีนิติบุคคล สิ่งเหล่านี้คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายด้านการลงทุน ผลกำไรของบริษัท และการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงตลาดแรงงานก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นด้วย

จากข้อคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองไมอามี เกี่ยวกับกรอบทิศทางนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ ในรัฐบาลทรัมป์ 2.0 นั้น ประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เช่น 1. การตอบโต้สภาวะการขาดดุลทางการค้าด้วยมาตรการกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลก หรือที่ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกว่า “Universal Tariff” จากการที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯมากเป็นลำดับต้น ๆ 2. การพิจารณาการใช้มาตรการ AD/CVD ในระดับเข้มข้นมากขึ้น (มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping: AD) และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty: CVD) เป็นมาตรการทางการค้าที่ประเทศผู้นำใช้เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในที่ได้รับความเสียหาย หรือมีแนวโน้มที่จะได้รับความเสียหายจากการทุ่มตลาดและการอุดหนุนอันเกิดจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม) ซึ่งในปัจจุบันสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีสินค้าจากประเทศไทยภายใต้ AD/CVD และ 3. การถูกเพ่งเล็งจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับการส่งออกสินค้าจากจีนในฐานะประเทศที่สาม เป็นต้น

นอกจากนี้ การดำเนินการตามมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ทั้งในรูปแบบภาษีและมิใช่ภาษีของรัฐบาลทรัมป์ อาจมีผลกระทบต่อการส่งออกและการจ้างงานในประเทศไทย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความกังวลเรื่องการค้ามนุษย์ เนื่องจากยังคงอยู่ที่ระดับ 2 ในรายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาตรการมุ่งเป้ามาที่ประเทศไทยโดยเฉพาะ อย่างไรก็ดี หากสหรัฐฯ มีมาตรการมุ่งเป้ามายังประเทศไทย อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ จำนวนมาก เช่น คอมพิวเตอร์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หลายอย่าง รวมไปถึงสินค้าทางการเกษตร ซึ่งจะกระทบกับการจ้างงานและแรงงานในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ดังนั้น ไทยควรต้องจับตาดูว่า จะมีการใช้มาตรการเฉพาะหรือไม่ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเตรียมการตอบสนองที่เหมาะสม รวมถึงการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

อ้างอิง

https://www.atlanticcouncil.org/blogs/econographics/us-economic-outlook-2025-its-the-productivity-stupid/#:~:text=Against%20this%20backdrop%2C%20it%20is,than%203%20percent%20is%20likely.

https://www.ditp.go.th/post/194828

https://www.bangkokpost.com/business/general/2969020/trump-tariffs-may-hinder-thai-employment-rate

https://www.federalreserve.gov/newsevents/speech/jefferson20250204a.htm#:~:text=For%20all%20of%202024%2C%20the,force%20and%20higher%20labor%20productivity.

https://www.nbcnews.com/business/economy/trump-signals-canada-china-mexico-tariffs-take-effect-week-reciprocal-rcna193988

https://www.pbs.org/newshour/economy/u-s-economy-ends-2024-with-solid-growth-up-2-8-for-full-year#:~:text=Economy%20Jan%2030%2C%202025%209,percent%20in%20the%20third%20quarter.

https://www.reuters.com/markets/us/us-job-growth-beats-expectations-december-unemployment-rate-falls-41-2025-01-10/

183 views

Go to Top